<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>สุขภาพ สุขภาพดี ชมรมคนรักสุขภาพ</title>
	<atom:link href="http://www.webhealthyclub.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.webhealthyclub.com</link>
	<description>รวมบทความ ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ การป้องกันโรคภัย</description>
	<lastBuildDate>Sat, 02 Apr 2011 18:26:31 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.1</generator>
		<item>
		<title>กินครบ 5 รส ได้ประโยชน์ครบถ้วน</title>
		<link>http://www.webhealthyclub.com/%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%9a-5-%e0%b8%a3%e0%b8%aa-%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c/</link>
		<comments>http://www.webhealthyclub.com/%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%9a-5-%e0%b8%a3%e0%b8%aa-%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 02 Apr 2011 17:35:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[เกร็ดความรู้สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ขม]]></category>
		<category><![CDATA[ประโยชน์]]></category>
		<category><![CDATA[ร่างกาย]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[หวาน]]></category>
		<category><![CDATA[อาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[เค็ม]]></category>
		<category><![CDATA[เปรี้ยว]]></category>
		<category><![CDATA[เผ็ด]]></category>
		<category><![CDATA[โรค]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.webhealthyclub.com/?p=22</guid>
		<description><![CDATA[คงยังจำกันได้กับบทเรียนเมื่อสมัยประถมที่คุณครูเคยสอนว่า ลิ้นของเรามีตุ่มรับรสอยู่ 5 รส ด้วยกัน คือเปรี้ยว หวาน เค็ม เผ็ด ขม รสทั้ง 5 รสนี้หากมาผสมรวมกันอย่างพอเหมาะก็จะทำให้เกิดเป็นรสอร่อยขึ้นมาได้ อีกทั้งรสชาติแต่ละรสนี้ก็ยังมีคุณประโยชน์ต่อส่วนต่างๆของร่างกายต่างกันไปด้วย อาหารรสหวาน เช่น ความหวานจากน้ำผึ้งและผลไม้ต่างๆ นั้น มีประโยชน์ต่อระบบย่อยและการทำงานของม้าม ช่วยเสริมการทำงานของระบบไหลเวียนโลหิต แต่ถ้ากินหวานมากเกินไปก็ทำให้อ้วนและเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน อาหารรสเค็ม เช่น ปลาเค็ม เนื้อเค็ม จะช่วยทำให้เนื้อเยื่อในร่างกายกักเก็บน้ำไว้ได้ดีขึ้นและทำให้ลำไส้ดูดซึมดี แต่ถ้ากินเค็มมากเกินไปก็จะทำให้เสี่ยงต่อโรคไตได้ อาหารรสเปรี้ยว จากผลไม้ต่างๆ มีประโยชน์ต่อตับและถุงน้ำดี...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.webhealthyclub.com/wp-content/uploads/2011/04/vegetable_salad.jpg"><img src="http://www.webhealthyclub.com/wp-content/uploads/2011/04/vegetable_salad.jpg" alt="รูปบทความสุขภาพ กินครบ 5 รส ได้ประโยชน์ครบถ้วน" title="รูปบทความสุขภาพ กินครบ 5 รส ได้ประโยชน์ครบถ้วน" width="640" height="450" class="alignnone size-full wp-image-23" /></a></p>
<p>คงยังจำกันได้กับบทเรียนเมื่อสมัยประถมที่คุณครูเคยสอนว่า ลิ้นของเรามีตุ่มรับรสอยู่ 5 รส ด้วยกัน คือเปรี้ยว หวาน เค็ม เผ็ด ขม รสทั้ง 5 รสนี้หากมาผสมรวมกันอย่างพอเหมาะก็จะทำให้เกิดเป็นรสอร่อยขึ้นมาได้ อีกทั้งรสชาติแต่ละรสนี้ก็ยังมีคุณประโยชน์ต่อส่วนต่างๆของร่างกายต่างกันไปด้วย</p>
<p><strong>อาหารรสหวาน</strong> เช่น ความหวานจากน้ำผึ้งและผลไม้ต่างๆ นั้น มีประโยชน์ต่อระบบย่อยและการทำงานของม้าม ช่วยเสริมการทำงานของระบบไหลเวียนโลหิต แต่ถ้ากินหวานมากเกินไปก็ทำให้อ้วนและเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน </p>
<p><strong>อาหารรสเค็ม</strong> เช่น ปลาเค็ม เนื้อเค็ม จะช่วยทำให้เนื้อเยื่อในร่างกายกักเก็บน้ำไว้ได้ดีขึ้นและทำให้ลำไส้ดูดซึมดี แต่ถ้ากินเค็มมากเกินไปก็จะทำให้เสี่ยงต่อโรคไตได้</p>
<p><strong>อาหารรสเปรี้ยว</strong> จากผลไม้ต่างๆ มีประโยชน์ต่อตับและถุงน้ำดี ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น แต่กินเปรี้ยวมากไปกระเพาะอาหารอาจระคายเคืองได้ อาหารรสขมจากพืชผักต่างๆ มีประโยชน์ต่อหัวใจ ช่วยในการทำงานของระบบย่อยและดูดซึมสารอาหาร รวมไปถึงระบบขับถ่ายของเสีย </p>
<p><strong>ส่วนอาหารรสเผ็ด</strong> อย่างพริก ขิง กระเทียม ก็จะช่วยกระตุ้นให้เจริญอาหาร ช่วยขับสารพิษ และช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตคล่องตัวขึ้น แต่กินมากไประวังเป็นโรคกระเพาะอาหารได้จ้ะ</p>
<p>ที่มา<br />
manager.co.th</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.webhealthyclub.com/%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%9a-5-%e0%b8%a3%e0%b8%aa-%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กระดังงา</title>
		<link>http://www.webhealthyclub.com/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://www.webhealthyclub.com/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 01 Apr 2011 09:58:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[พืชสมุนไพรไทย]]></category>
		<category><![CDATA[กระดังงา]]></category>
		<category><![CDATA[กลิ่นหอม]]></category>
		<category><![CDATA[ดอกไม้]]></category>
		<category><![CDATA[ตรง]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำมัน]]></category>
		<category><![CDATA[วงรี]]></category>
		<category><![CDATA[สีเหลือง]]></category>
		<category><![CDATA[หอมระเหย]]></category>
		<category><![CDATA[ใบเดี่ยว]]></category>
		<category><![CDATA[ไม้ยืนต้น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.webhealthyclub.com/?p=19</guid>
		<description><![CDATA[Kenanga (Ylang Ylang) Cananga odorata (Lamk.) Hook. f. et. Th. ANNONACEAE ชื่ออื่น กระดังงา กระดังงาใบใหญ่ กระดังงาใหญ่ สะบันงา สะบันงาต้น รูปลักษณะ ไม้ยืนต้น สูง 8-15 เมตร ลำต้นตรง เปลือกต้นเกลี้ยงสีเทา กิ่งมักจะลู่ลง ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปวงรีหรือรูปใบหอก กว้าง 5-7...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.webhealthyclub.com/wp-content/uploads/2011/04/kenanga.jpg"><img src="http://www.webhealthyclub.com/wp-content/uploads/2011/04/kenanga.jpg" alt="รูปบทความสุขภาพ กระดังงา" title="รูปบทความสุขภาพ กระดังงา" width="640" height="250" class="alignnone size-full wp-image-20" /></a></p>
<p>Kenanga (Ylang Ylang)<br />
Cananga odorata (Lamk.) Hook. f. et. Th.<br />
ANNONACEAE</p>
<p>ชื่ออื่น<br />
กระดังงา กระดังงาใบใหญ่ กระดังงาใหญ่ สะบันงา สะบันงาต้น</p>
<p>รูปลักษณะ<br />
ไม้ยืนต้น สูง 8-15 เมตร ลำต้นตรง เปลือกต้นเกลี้ยงสีเทา กิ่งมักจะลู่ลง<br />
ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปวงรีหรือรูปใบหอก กว้าง 5-7 ซม. ยาว 13-20 ซม.<br />
ขอบใบเป็นคลื่น ดอกช่อออกเป็นกระจุก ที่ซอกใบ กระจุกละ 4-6 ดอก<br />
กลีบดอกสีเหลืองหรือเหลืองอมเขียว มีกลิ่นหอม ผลเป็นกลุ่มผล ผลแก่<br />
จะเปลี่ยนจากสีเหลืองอมเขียวเป็นสีดำ</p>
<p>สรรพคุณและส่วนที่นำมาใช้เป็นยา<br />
ดอก &#8211; มีน้ำมันหอมระเหย ใช้ทอดกับน้ำมันมะพร้าว ทำน้ำมันใส่ผม<br />
ใช้ปรุงเป็นยาหอม แก้ลมวิงเวียน จัดอยู่ในพิกัดเกสรทั้งเจ็ด</p>
<p>ขอบคุณข้อมูล</p>
<p>http://www.openthaisite.com/herbal_kradang_nga1.html</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.webhealthyclub.com/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แข็งแรงได้&#8230; เริ่มต้นง่ายๆ จาก 1 ก้าวเดิน</title>
		<link>http://www.webhealthyclub.com/%e0%b9%81%e0%b8%82%e0%b9%87%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89-%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81-1-%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://www.webhealthyclub.com/%e0%b9%81%e0%b8%82%e0%b9%87%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89-%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81-1-%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 27 Mar 2011 15:30:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[เกร็ดความรู้สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[10]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อเท้า]]></category>
		<category><![CDATA[ความเร็ว]]></category>
		<category><![CDATA[นาที]]></category>
		<category><![CDATA[นิ้วเท้า]]></category>
		<category><![CDATA[รองเท้า]]></category>
		<category><![CDATA[วิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[สวน]]></category>
		<category><![CDATA[ออกกำลังกาย]]></category>
		<category><![CDATA[เดิน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.webhealthyclub.com/?p=15</guid>
		<description><![CDATA[บางครั้งการเดินออกกำลังกายก็ไม่ใช่สักแต่ว่าเดินๆๆ เพราะหนึ่งก้าวของคุณมีความหมายมาก เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะก้าวออกไปแบบไหน ให้ร่างกายแข็งแรง แต่เรามีเคล็ดลับมาบอก 1. เริ่มจากหารองเท้าที่ใส่สบาย เดินนานๆ แล้วไม่เจ็บ เวลาซื้อก็อาจจะซื้อรองเท้าสำหรับวิ่ง แล้วหาสถานที่กว้างๆ อย่าง สวนสาธารณะ หรือพื้นที่ในหมู่บ้าน 2. เดินได้เลย ทุกๆ 30 วินาทีให้เพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนถึงระดับความเร็วที่คุณคิดว่าพอสำหรับการเดินเร็ว 3. เมื่อคุณเดินเร็วจนถึงจุดสูงสุด คอยรักษาระดับนี้ไปเรื่อยประมาณ 30 นาทีแต่ต้องมั่นใจว่าเดินไม่ใช่การวิ่งจนเหนื่อยหอบ แต่ในครั้งแรกๆ คุณอาจใช้เวลา ประมาณ 10 นาทีก็ได้...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.webhealthyclub.com/wp-content/uploads/2011/03/walking.jpg"><img src="http://www.webhealthyclub.com/wp-content/uploads/2011/03/walking.jpg" alt="รูปของ แข็งแรงได้... เริ่มต้นง่ายๆ จาก 1 ก้าวเดิน" title="รูปของ แข็งแรงได้... เริ่มต้นง่ายๆ จาก 1 ก้าวเดิน" width="640" height="250" class="alignnone size-full wp-image-16" /></a></p>
<p>บางครั้งการเดินออกกำลังกายก็ไม่ใช่สักแต่ว่าเดินๆๆ เพราะหนึ่งก้าวของคุณมีความหมายมาก เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะก้าวออกไปแบบไหน ให้ร่างกายแข็งแรง แต่เรามีเคล็ดลับมาบอก</p>
<p>1. เริ่มจากหารองเท้าที่ใส่สบาย เดินนานๆ แล้วไม่เจ็บ เวลาซื้อก็อาจจะซื้อรองเท้าสำหรับวิ่ง แล้วหาสถานที่กว้างๆ อย่าง สวนสาธารณะ หรือพื้นที่ในหมู่บ้าน</p>
<p>2. เดินได้เลย ทุกๆ 30 วินาทีให้เพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนถึงระดับความเร็วที่คุณคิดว่าพอสำหรับการเดินเร็ว</p>
<p>3. เมื่อคุณเดินเร็วจนถึงจุดสูงสุด คอยรักษาระดับนี้ไปเรื่อยประมาณ 30 นาทีแต่ต้องมั่นใจว่าเดินไม่ใช่การวิ่งจนเหนื่อยหอบ แต่ในครั้งแรกๆ คุณอาจใช้เวลา ประมาณ 10 นาทีก็ได้ แล้วค่อยๆ เพิ่มเวลาให้นานขึ้นทุกๆ สัปดาห์ และจะสังเกตุได้ว่าร่างกายคุณจะแข็งแรงมากขึ้น</p>
<p>4. นึกไว้อยู่เสมอว่าคุณเดินอย่างไร ต้องรู้ว่าตัวเองเดินอย่างถูกต้องหรือยัง เพราะถ้าไม่คุณจะเจ็บข้อเท้าได้และปวดเมื่อยได้ วิธีเดินให้ถูกต้องคือ ให้ส้นเท้าแตะพื้นก่อนแล้วค่อยๆ วางฝ่าเท้า และนิ้วเท้าหลังสุด เดินต่อไปด้วยฝ่าเท้าทั้งหมด</p>
<p>ขอบคุณข้อมูลจาก</p>
<p>http://campus.sanook.com/แข็งแรงได้&#8230;-เริ่มต้นง่ายๆ-จาก-1-ก้าวเดิน-924630.html</p>
<blockquote><p>การเริ่มต้นเนื่ยแหละเป็นสิ่งที่ยากที่สุดแล้ว</p></blockquote>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.webhealthyclub.com/%e0%b9%81%e0%b8%82%e0%b9%87%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89-%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81-1-%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>10 เคล็ดลับบริหารเวลา ลดความเครียด</title>
		<link>http://www.webhealthyclub.com/10-%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%94/</link>
		<comments>http://www.webhealthyclub.com/10-%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%94/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 22 Mar 2011 09:03:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[เกร็ดความรู้สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[กิจวัตร]]></category>
		<category><![CDATA[ควบคุม]]></category>
		<category><![CDATA[จัดลำดับความสำคัญ]]></category>
		<category><![CDATA[ทำงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ปฏิเสธ]]></category>
		<category><![CDATA[ประหยัด]]></category>
		<category><![CDATA[พยายาม]]></category>
		<category><![CDATA[ลด]]></category>
		<category><![CDATA[เครียด]]></category>
		<category><![CDATA[เวลา]]></category>
		<category><![CDATA[แบ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ไม่พอ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.webhealthyclub.com/?p=9</guid>
		<description><![CDATA[บางทีการที่คุณรู้สึกยุ่งและเครียดอยู่ตลอดเวลา อาจจะไม่ได้มาจากการที่คุณมีงานมากเกินไป หรือมีเวลาไม่มากพอ แต่เพราะคุณไม่รู้จักใช้เวลาของตัวเองมากกว่า หนึ่งในปัญหาหลัก ที่ก่อให้เกิดความเครียดในการทำงาน ก็คือ งานที่มากเกิน และไม่มีเวลาพอจะทำให้เสร็จ วิธีง่ายๆ ในการออกจากปัญหานี้ก็คือ การจัดระเบียบ และบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ เป้าหมายของการบริหารเวลา ไม่ใช่เป็นการหาเวลามากขึ้น แต่คือการจัดลำดับความสำคัญ และใช้เวลาที่มีอยู่อย่างชาญฉลาด เราได้รวบรวมเคล็ดลับ 10 อย่าง เพื่อให้คุณควบคุมชีวิตตัวเองได้ และสนุกกับสิ่งที่ตัวเองทำ 1. ทำรายการสิ่งที่ต้องทำและจัดลำดับความสำคัญ นี่คือจุดเิริ่มต้นของการบริหารเวลา เขียนรายการของภารกิจที่ต้องทำ จัดลำดับมันตามความสำคัญ และวางแผนว่าคุณจะทำมันเสร็จเมื่อไร เขียนหน้าที่และกิจกรรมที่จะช่วยทำมันได้เร็วที่สุด การจัดความสำคัญของภารกิจจะช่วยคุณลดความตึงเครียดลงได้...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.webhealthyclub.com/wp-content/uploads/2011/03/strain.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-10" title="สุขภาพเรื่อง 10 เคล็ดลับบริหารเวลา ลดความเครียด" src="http://www.webhealthyclub.com/wp-content/uploads/2011/03/strain.jpg" alt="สุขภาพเรื่อง 10 เคล็ดลับบริหารเวลา ลดความเครียด" width="640" height="250" /></a></p>
<p>บางทีการที่คุณรู้สึกยุ่งและเครียดอยู่ตลอดเวลา  อาจจะไม่ได้มาจากการที่คุณมีงานมากเกินไป หรือมีเวลาไม่มากพอ  แต่เพราะคุณไม่รู้จักใช้เวลาของตัวเองมากกว่า</p>
<p>หนึ่งในปัญหาหลัก ที่ก่อให้เกิดความเครียดในการทำงาน ก็คือ งานที่มากเกิน  และไม่มีเวลาพอจะทำให้เสร็จ วิธีง่ายๆ ในการออกจากปัญหานี้ก็คือ  การจัดระเบียบ และบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ เป้าหมายของการบริหารเวลา  ไม่ใช่เป็นการหาเวลามากขึ้น <strong>แต่คือการจัดลำดับความสำคัญ  และใช้เวลาที่มีอยู่อย่างชาญฉลาด</strong></p>
<p>เราได้รวบรวมเคล็ดลับ 10 อย่าง  เพื่อให้คุณควบคุมชีวิตตัวเองได้ และสนุกกับสิ่งที่ตัวเองทำ</p>
<p><strong>1.</strong> ทำรายการสิ่งที่ต้องทำและจัดลำดับความสำคัญ  นี่คือจุดเิริ่มต้นของการบริหารเวลา เขียนรายการของภารกิจที่ต้องทำ  จัดลำดับมันตามความสำคัญ และวางแผนว่าคุณจะทำมันเสร็จเมื่อไร  เขียนหน้าที่และกิจกรรมที่จะช่วยทำมันได้เร็วที่สุด  การจัดความสำคัญของภารกิจจะช่วยคุณลดความตึงเครียดลงได้</p>
<p><strong>2.</strong> สร้างกิจวัตร เลือกเวลาใสก็ได้ในแต่ละวันหรือสัปดาห์  เพื่อจัดการกับภารกิจบางอย่าง เช่น ตอบอีเมล์ โทรศัพท์ ทำงานเอกสาร  และทำตามนั้นให้เป็นกิจวัตร</p>
<p><strong>3.</strong> เรียนรู้ที่จะปฏิเสธ  มันมีบางเวลาที่คุณต้องเรียนรู้ที่จะสร้างขอบเขต  การจัดเวลาที่ไม่ดีบ่อยครั้งเป็นผลมาจากตัวเราเอง  ที่ชอบตอบตกลงกับหลายสิ่งหลายอย่างเกินไป  ทุกครั้งที่เราตกลงจะทำบางอย่างที่นอกเหนือตารางของเรา  ภารกิจอื่นที่จัดเวลาเอาไว้ก็จะไม่ได้ทำ  เพราะฉะนั้นเรียนรู้ที่จะปฏิเสธบ้าง บางครั้งคำว่า &#8220;ไม่&#8221;  ก็ต้องพูดกับตัวเองด้วย  อย่างได้รับอะไรก็ตามที่มากเกินขอบเขตความสามารถของคุณ</p>
<p><strong>4.</strong> เรียนรู้ว่าคุณทำงานตอนไหนดีที่สุด คุณสามารถค้นพบตัวเอง  ได้ด้วยการดูผลงานของตัวเองสักช่วงหนึ่ง จากนั้น  ก็ให้เวลาที่ตัวเองทำงานได้ดีที่สุดสำหรับการทำงานสำคัญที่สุด</p>
<p><strong>5.</strong> แบ่งภารกิจใหญ่ๆ ให้ย่อยลง ถ้าเป็นไปได้ ภารกิจใหญ่ๆ  ควรถูกแบ่งเป็นภารกิจเล็กๆ หลายๆ เรื่อง  มันจะทำให้ง่ายขึ้นที่จะรับมือกับมัน นอกจากนี้  การใช้วิธีการแบ่งเป็นส่วนย่อยๆ  คุณจะสามารถจัดมันให้เข้ากับตารางเวลาอันแสนยุ่งของคุณได้ง่ายขึ้น</p>
<p><strong>6.</strong> ประหยัดความพยายามเอาไว้บ้าง  ตัดสินใจว่าภารกิจไหนที่ต้องการความใส่ใจอย่างละเอียดลออ  และอะไรที่สามารถทำได้แบบสบายๆ การพยายามทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบ  นอกจากจะเป็นได้ยากแล้ว มันยังยิ่งทำให้คุณเครียดหนักขึ้นไปอีก</p>
<p><strong>7.</strong> เรียนรู้ความแตกต่างระหว่างสิ่งที่จำเป็นและไม่จำเป็น  แยกแยะงานที่ต้องทำให้เสร็จ กับงานที่สามารถแบ่งไปให้คนอื่นได้  มองหาวิธีที่จะพัฒนาวิธีทำงานให้เสร็จเร็วขึ้น  และพยายามทำงานที่ต้องทำเป็นประจำให้เป็นไปอย่างอัตโนมัติ  หรือปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพขึ้น</p>
<p><strong>8.</strong> จำกัดเวลา  เรากำลังพูดถึงการบริหารเวลา ฉะนั้น โดยธรรมชาติ  พร้อมกับการตั้งเวลาเริ่มต้นสำหรับกิจกรรม  เราจำเป็นต้องตั้งเวลาที่จะหยุดเอาไว้ด้วย นี่จะต้องการการประมาณการ  แต่การเดาของคุณจะพัฒนาขึ้นเมื่อได้ฝึกฝน  นี่จะปล่อยให้คุณและคนอื่นสามารถจัดเวลาของกิจกรรมได้ดีกว่า</p>
<p><strong>9.</strong> อย่าโหดร้ายกับตัวเอง ให้เวลาตัวเองมากพอที่จะทำงานให้เสร็จ  และลดความวิตกกังวล ถ้าคุณมีปัญหาในการทำงานให้ทันเดดไลน์  ให้เวลาตัวเองมากกว่าทีุ่คุณคิดว่าต้องการ เพื่อทำงานให้เสร็จอีก 20  เปอร์เซ็นต์</p>
<p><strong>10.</strong> วางแผนเพื่อทำให้ทุกอย่างเสร็จ คุณต้องหาเวลาเอาไว้เพื่อวางแผนและจัดตารางเวลาของคุณด้วย</p>
<p>ขอบคุณที่มาจาก</p>
<p>http://www.yourhealthyguide.com/article/am-10-time-manage.html</p>
<p>&nbsp;</p>
<blockquote><p>ความเครียดเป็นสิ่งที่น่ากลัวมักจะเป็นต้นเหตุเป็นโรคต่าง ๆ เรามาลดความเครียดกันนะครับ</p></blockquote>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.webhealthyclub.com/10-%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%94/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สเตียรอยด์ คืออะไร</title>
		<link>http://www.webhealthyclub.com/%e0%b8%aa%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b9%8c/</link>
		<comments>http://www.webhealthyclub.com/%e0%b8%aa%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b9%8c/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 10 Mar 2011 15:46:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[เกร็ดความรู้สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[บรรเทา]]></category>
		<category><![CDATA[ยา]]></category>
		<category><![CDATA[รักษา]]></category>
		<category><![CDATA[สร้าง]]></category>
		<category><![CDATA[สเตียรอยด์]]></category>
		<category><![CDATA[อวัยวะ]]></category>
		<category><![CDATA[อักเสบ]]></category>
		<category><![CDATA[ฮอร์โมน]]></category>
		<category><![CDATA[โซเดียม]]></category>
		<category><![CDATA[โปแตสเซียม]]></category>
		<category><![CDATA[ไต]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.webhealthyclub.com/?p=1</guid>
		<description><![CDATA[&#160; สเตียรอยด์ เป็นชื่อเรียกของกลุ่มฮอร์โมนที่ร่างกายสร้างจากต่อมหมวกไต ซึ่งสเตียรอยด์ที่ถูกสร้างขึ้นมีหลักๆ อยู่ 2 ชนิด คือ คอร์ติโซล (cortisol) และ อัลโดสเตอโรน (aldosterone) คอร์ติโซล จะถูกหลั่งออกมามากที่สุดในตอนตื่นนอน และน้อยที่สุดในตอนนอนหลับ เมื่อร่างกายมีภาวะเครียดเกิดขึ้น เช่น มีไข้ มีบาดแผล ได้รับการผ่าตัด หรือมีการออกกำลังกาย ร่างกายจะหลั่งคอร์ติโซลเพิ่มมากขึ้น เพื่อช่วยควบคุม ภาวะเครียดหรือความกดดันเหล่านั้น นอกจากนี้สเตียรอยด์ยังมีประโยชน์ต่อร่างกายในการบรรเทาอาการอักเสบ ควบคุมสมดุลของเกลือแร่และน้ำ รวมถึงมีบทบาทต่อเมตาบอลิซึ่มของคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.webhealthyclub.com/wp-content/uploads/2011/03/pills.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-5" title="pills" src="http://www.webhealthyclub.com/wp-content/uploads/2011/03/pills.jpg" alt="" width="640" height="250" /></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>สเตียรอยด์ </strong>เป็นชื่อเรียกของกลุ่มฮอร์โมนที่ร่างกายสร้างจากต่อมหมวกไต<br />
ซึ่งสเตียรอยด์ที่ถูกสร้างขึ้นมีหลักๆ อยู่ 2 ชนิด คือ</p>
<p><strong>คอร์ติโซล</strong> (cortisol) และ <strong>อัลโดสเตอโรน</strong> (aldosterone)</p>
<p>คอร์ติโซล จะถูกหลั่งออกมามากที่สุดในตอนตื่นนอน และน้อยที่สุดในตอนนอนหลับ เมื่อร่างกายมีภาวะเครียดเกิดขึ้น<br />
เช่น มีไข้ มีบาดแผล ได้รับการผ่าตัด หรือมีการออกกำลังกาย ร่างกายจะหลั่งคอร์ติโซลเพิ่มมากขึ้น เพื่อช่วยควบคุม<br />
ภาวะเครียดหรือความกดดันเหล่านั้น นอกจากนี้สเตียรอยด์ยังมีประโยชน์ต่อร่างกายในการบรรเทาอาการอักเสบ<br />
ควบคุมสมดุลของเกลือแร่และน้ำ รวมถึงมีบทบาทต่อเมตาบอลิซึ่มของคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน</p>
<p>ส่วน<strong>อัลโดสเตอโรน</strong>ทำหน้าที่ควบคุมสมดุลเกลือแร่ในร่างกาย คือโปแตสเซียมและโซเดียม หากมีอัลโดสเตอโรน<br />
หลั่งออกมามากเกินไปก็จะทำให้ร่างกายขับโปแตสเซียมออกมาก กล้ามเนื้ออ่อนแรง และทำให้มีความดันโลหิตสูงได้</p>
<p>สำหรับสเตียรอยด์ที่ ใช้เป็นยานั้น เป็นสารที่สังเคราะห์ขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์ในการรักษาโรค รวมถึงใช้ทดแทนในกรณี<br />
ที่ร่างกายไม่สามารถสร้างฮอร์โมนดังกล่าวได้ สเตียรอยด์มีประโยชน์ต่อการรักษาโรคมาก บางครั้งจำเป็นต้องใช้<br />
เป็นอันดับแรก เช่น การรักษาโรค SLE การแพ้ยา เป็นต้น</p>
<p>สเตียรอยด์ยังมีการใช้ในผู้ที่มีการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ เพื่อกดภูมิคุ้มกันและเกิดการยอมรับอวัยวะผู้อื่นได้ดีขึ้น<br />
นอกจากนี้สเตียรอยด์ยังมีการใช้ในกรณีที่รักษาด้วยยาอื่นๆ แล้วไม่ดีขึ้น ตัวอย่างเช่น<br />
รักษาโรคข้ออักเสบที่รุนแรง ควบคุมไม่ได้ด้วยยาทั่วไป แต่ถ้าสงสัยว่ามีการติดเชื้อร่วมด้วย<br />
ห้ามใช้สเตียรอยด์โดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้เกิดการติดเชื้อรุนแรงขึ้น</p>
<p>รักษาโรคภูมิแพ้ที่รุนแรง ควบคุมด้วยยาอื่นไม่ได้ผล เช่น ยาต้านฮีสตามีนหรือยาขยายหลอดลม และควรใช้ในระยะเวลาสั้น<br />
ใช้ในรูปยาทาเฉพาะที่ในการรักษาโรคผิวหนัง เพื่อลดอาการอักเสบและยับยั้งอาการคัน ซึ่งไม่ใช่เป็นการรักษาที่สาเหตุ<br />
ดังนั้นเมื่อหยุดยาโรคอาจกลับมาเป็นอีกถ้าต้นเหตุยังคงอยู่</p>
<p>เนื่องจากสเตียรอยด์มีผลต่อระบบต่างๆ ในร่างกายเกือบทุกระบบ การใช้สเตียรอยด์จึงอาจนำไปสู่อันตรายมากมาย ที่สำคัญได้แก่</p>
<p><strong>การติดเชื้อ </strong>- สเตียรอยด์ขนาดสูงมีผลกดภูมิต้านทานของร่างกาย จึงทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือเชื้อราได้ง่าย<br />
<strong>เกิดแผลในกระเพาะอาหาร</strong> &#8211; บางรายงานพบว่าสเตียรอยด์ทำให้มีการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารมากขึ้น มีผลต่อ<br />
เยื่อบุกระเพาะอาหารทำให้บางลง และยับยั้งการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ทดแทนเนื้อเยื่อเก่าที่หลุดไป<br />
<strong>ยับยั้งการเจริญเติบโตในเด็ก</strong> &#8211; การใช้สเตียรอยด์ต้องใช้อย่างระมัดระวังในเด็ก และไม่ควรใช้ติดต่อกันทุกวัน<br />
เนื่องจากสเตียรอยด์มีผลยับยั้งการเจริญเติบโตของร่างกาย<br />
<strong>ทำให้กระดูกผุ</strong> &#8211; การใช้สเตียรอยด์ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำให้กระดูกผุได้<br />
<strong>ผิวหนังบาง</strong> &#8211; สเตียรอยด์ในรูปของยาทาภายนอก มีผลทำให้ผิวหนังบาง<br />
<strong>เกิดลักษณะ Cushings syndrome</strong> &#8211; การใช้สเตียรอยด์เป็นเวลานาน อาจทำให้มีอาการบวม ขนดก ผิวเข้มขึ้น เป็นต้น</p>
<p>อันตรายจากยาสเตียรอยด์ ส่วนมากมักเกิดจากการใช้ยาผิดขนาด การใช้โดยไม่มีความจำเป็น หรือการใช้โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์<br />
เช่น รับประทานยาตอนท้องว่าง ใช้อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ซึ่งอาจทำให้มีอันตรายถึงแก่ชีวิตได้<br />
เช่นนี้เองที่ต้องพึงระวังในการใช้ยาโดยเฉพาะยาลูกกลอนที่มักมีส่วนผสมของ สเตียรอยด์</p>
<p>ขอบคุณข้อมูลจาก<br />
นิตยสาร Health Today</p>
<p>&nbsp;</p>
<blockquote><p>น่ากลัวจริงๆ? นะเนี่ย สเตียรอยด์ ใช้ตามหมอสั่งละกัน</p></blockquote>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.webhealthyclub.com/%e0%b8%aa%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b9%8c/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

